Home Courses บทที่ 9 : Leverage และ Margin

บทที่ 9 : Leverage และ Margin

225
0

เนื่องจากมูลค่าระหว่างคู่สกุลเงินมีความแตกต่างที่เล็กมากๆ ในระดับ Pip หรือ Point ทำให้การจะสร้างกำไรจากการแลกเปลี่ยนต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก…แต่ผู้เทรดรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดา ย่อมไม่สามารถเทรดเงินจำนวนมหาศาลได้เหมือนธนาคาร หรือกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ … ดังนั้น โบรคเกอร์จึงมีบริการที่เรียกว่า “Leverage” ซึ่งก็คือ การให้เครดิตเทรด (หรือให้เปิด order) ในมูลค่าที่มากกว่าเงินในบัญชี … โดยที่ผู้เทรดจะต้องมีเงินในบัญชีเป็นประกันไว้อย่างน้อยจำนวนหนึ่ง เรียกว่า “Margin

ตัวอย่างเช่น … ต้องการเปิด order เทรด USD/THB จำนวน 1 Standard Lot (100,000 หน่วย) โดยที่อัตราแลกแลกเปลี่ยนUSD/THB = 30.22

ถ้าโบรคเกอร์กำหนดค่า Margin ไว้ที่ 2%

… ผู้เทรดจะต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 2,000$ … (หรือ 2% ของ 100,000$)

… ซึ่งจะเท่ากับการใช้อัตราส่วน Leverage ที่ 50 : 1 … (เพราะ 100,000$ = 50 เท่าของ 2,000$)

… หากเทรดแล้วขาดทุน 1 pip … ผู้เทรดจะเสียเงิน 100,000 x (0.0001/30.22) x 50 = 16.54$ (แต่ถ้ากำไร 1 pip ก็จะได้เงิน 16.54$)

ถ้าโบรคเกอร์กำหนดค่า Margin ไว้ที่ 1%

… ผู้เทรดจะต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 1,000$ … (หรือ 1% ของ 100,000$)

… ซึ่งจะเท่ากับการใช้อัตราส่วน Leverage ที่ 100 : 1 … (เพราะ 100,000$ = 100 เท่าของ 1,000$)

… หากเทรดแล้วขาดทุน 1 pip … ผู้เทรดจะเสียเงิน 100,000 x (0.0001/30.22) x 100 = 33.09$ (แต่ถ้ากำไร 1 pip ก็จะได้เงิน 33.09$)

ถ้าโบรคเกอร์กำหนดค่า Margin ไว้ที่ 0.25%

… ผู้เทรดจะต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 250$ … (หรือ 0.25% ของ 100,000$)

… ซึ่งจะเท่ากับการใช้อัตราส่วน Leverage ที่ 400 : 1 … (เพราะ 100,000$ = 400 เท่าของ 250$)

… หากเทรดแล้วขาดทุน 1 pip … ผู้เทรดจะเสียเงิน 100,000 x (0.0001/30.22) x 400 = 132.36$ (แต่ถ้ากำไร 1 pip ก็จะได้เงิน 132.36$)

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า …ยิ่งใช้อัตราส่วน Leverage สูงมากเท่าไร จำนวนเงิน Margin ที่ต้องใช้ในการเปิด order ก็จะยิ่งน้อยลง … ซึ่งจะช่วยให้ผู้เทรดที่มีเงินทุนน้อยสามารถเปิด order ขนาดใหญ่เพื่อทำกำไรจำนวนมากได้ … ในขณะเดียวกันก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจำนวนมากขึ้นด้วย หากเทรดขาดทุน

…กรณีที่ขาดทุน และเงินในบัญชีของผู้เทรดลดลงต่ำกว่าค่า Margin … โบรคเกอร์จะเตือนให้ฝากเงินเข้ามาใหม่ ที่เรียกว่า Margin call ซึ่งหากไม่สามารถนำเงินเข้ามาเติมได้ โบรคเกอร์ก็จะปิด order ของผู้เทรด หรือที่เรียกว่า Stop out

ทั้งนี้ อัตราส่วน Leverage ของแต่ละโบรคเกอร์ จะกำหนดแตกต่างกันไปตามข้อบังคับขององค์กรทางการเงินที่ควบคุมดูแลโบรคเกอร์นั้น … เช่น ในอังกฤษกำหนดให้ใช้อัตรา Leverage ได้ไม่เกิน 30 : 1 สำหรับคู่เงิน Major pairs และ ไม่เกิน 20 : 1 สำหรับคู่เงิน Exotic pairs …ขณะที่สหรัฐฯ กำหนดให้ใช้ Leverage ได้สูงสุด 50 : 1 สำหรับการเทรด Major pairs

… ส่วนโบรคเกอร์ที่จดทะเบียนกับองค์กรควบคุมนอกสหรัฐฯ หรือยุโรป อาจไม่มีการกำหนดเพดาน Leverage ไว้ และทำให้ผู้เทรดสามารถใช้อัตรา Leverage ที่สูงมากๆ ได้

(อ่านต่อที่ บทที่ 10 : ความเสี่ยงจาก Swap และ Spread)