Home Courses บทที่ 3 : Bid, Ask และ Spread

บทที่ 3 : Bid, Ask และ Spread

444
0

เมื่อมีการแลกเปลี่ยนคู่เงิน เช่น

การส่งคำสั่ง “ขาย” EUR/USD = 1.10734 (เรียกว่า “Short” EUR/USD)

………….หมายความว่า……………

เรา “ขาย” EUR (Base currency) และซื้อ USD (Quote currency)

ซึ่งก็คือ นำเงิน EUR ไปแลกเป็น USD โดยขาย 1 EUR ในราคา “Ask” price = 1.10734 USD

ในทางกลับกัน

การส่งคำสั่ง “ซื้อ” EUR/USD = 1.10733 (เรียกว่า “Long” EUR/USD)

………….หมายความว่า………….

เรา “ซื้อ” EUR (Base currency) และขาย USD (Quote currency)

ซึ่งก็คือ นำเงิน USD ไปแลกเป็น EUR โดยซื้อ 1 EUR ในราคา “Bid” price = 1.10733 USD

ส่วน “Spread” หมายถึง

ส่วนต่างระหว่าง Bid price และ Ask price ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของแต่ละคู่สกุลเงิน ดังนั้น คู่เงิน Major pairs ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนมาก จึงมี Spread ต่ำกว่าคู่เงิน Exotic pairs

นอกจากนี้ Spread ยังเปลี่ยนแปลงตามระดับความผันผวนของการซื้อขาย ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น

– ข่าวสารเศรษฐกิจ-การเมือง ที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุน

– ช่วงเวลาทับซ้อนระหว่าง Session การซื้อ-ขายของตลาดเงินทั่วโลก ซึ่งอยู่ต่าง Time zone กัน

– กำหนดการเผยแพร่รายงานดัชนีทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และคาดการณ์ของนักลงทุนต่อตัวเลขดังกล่าว

โดยค่า Spread ในการเทรด Forex จะต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ

1. โบรกเกอร์ระบบ Dealing Desk จะใช้ค่า Spraed แบบคงที่ หรือ “Fixed spread”

คือ ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask จะคงที่ โดยไม่ขึ้นกับช่วงเวลา (แต่โบรกเกอร์ก็สามารถเปลี่ยนค่าส่วนต่างใหม่ได้ หรือที่เรียกว่า Requote)

2. โบรกเกอร์ระบบ Non-dealing Desk จะใช้ค่า Spread แบบลอยตัว หรือ “Floating spread”

คือ ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามสถานการณ์ของตลาดแบบ Realtime

การแสดงราคา BID-ASK ใน MT4

ในการเทรดฟอเร็กซ์นั้น แพลตฟอร์มที่มีผู้นิยมใช้กันมากที่สุดแพลตฟอร์มหนึ่งคือ MT4 ซึ่งใน MT4 นี้กราฟราคาปกติจะแสดงราคา Bid หากเราต้องการแสดงราคา Ask ด้วย เราจะต้องทำการแก้ไขการตั้งค่า โดยไปที่ Tool/Option แล้วเลือกแสดง Ask price ดังรูป เส้น Ask price จะปรากฎขึ้นมา

สเปรดสำคัญอย่างไร

ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือมีสภาพคล่องต่ำ เส้น Bid – Ask นี้อาจห่างออกจากกันมาก เทรดเดอร์ที่ทำการเทรดสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวจะพบกับปัญหาของ Slippage หรือ Spread กว้าง ซึ่งจากนิยามข้างต้น การ Long – Short สินค้าเมื่อมีค่าสเปรดกว้าง จะทำให้เทรดเดอร์เสียเปรียบมากขึ้น และอาจทำให้พอร์ตการลงทุนมีปัญหาได้หากใช้ขนาดการเทรดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดของเงินทุนในพอร์ต

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่เกี่ยวกับค่าสเปรด – slippage

เทรดเดอร์หลายท่านเข้าใจว่า หากเปิด order ขนาดจำนวนมาก หรือผลรวม order มี lot size รวมสูง การจะทำให้พอร์ตปลอดภัยคือการใช้วิธี Square position หรือบางท่านเรียกว่า Hedging ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อน โดย Square position คือการที่เปิดออเดอร์ในขนาดที่เท่ากับขนาดของออเดอร์ก่อนหน้านี้ในทิศทางตรงกันข้าม โดยเชื่อว่า จะทำให้พอร์ตปลอดภัยเนื่องจากส่วนที่ขาดทุนจะถูกชดเชยโดยออเดอร์ด้านตรงข้ามที่ทำกำไร

การใช้วิธีนี้จะมีปัญหาเมื่อเทรดเดอร์ใช้ขนาด order รวมขนาดใหญ่ จนมีความเสี่ยงกับค่า(ฟรี)มาร์จิ้น -* ซึ่งในบทเรียนนี้อธิบายในบท ค่ามาร์จิ้นคืออะไร การเทรดสองด้านด้วย lot size ขนาดใหญ่ทั้งสองด้านจะทำให้ฟรีมาร์จิ้นมีค่าเหลือน้อย ณ เวลาที่เทรดเดอร์ทำ Square position อาจยังคงปลอดภัย แต่เมื่อตลาดมีความผันผวนสูงขึ้น ค่าสเปรดมีความกว้างมากขึ้นจะไปกระทบกับค่าฟรีมาร์จิ้นให้ลดลง เมื่อฟรีมาร์จิ้นลดลงต่ำมากๆ ระบบ MT4 จะทำการปิดออเดอร์ไล่จากออเดอร์ที่มีความสูญเสียมากที่สุด (หรือเรียกว่า Margin call – Stop out นั่นเอง)

(อ่านต่อที่…บทที่ 4 : โบรกเกอร์ Forex)