Home Courses บทที่ 20 ความสัมพันธ์ระหว่าง Forex กับดัชนีเศรษฐกิจที่สำคัญ

บทที่ 20 ความสัมพันธ์ระหว่าง Forex กับดัชนีเศรษฐกิจที่สำคัญ

231
0

            รายงายตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นหลักฐานที่ชัดเจนซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจแท้จริงของประเทศเจ้าของสกุลเงินนั้น ดังนั้น ดัชนีเศรษฐกิจต่างๆ จึงมีผลต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในมูลค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจลงทุนและเก็งกำไรค่าเงิน … ตัวอย่างต่อไปนี้คือดัชนีเศรษฐกิจสำคัญที่มักพบเห็นได้บ่อยครั้งใน Economic Calendar เช่น  

1. Interest rates อัตราดอกเบี้ย

            อัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่ส่งผลสำคัญที่สุดต่อมูลค่าเงิน ตามกลไกของการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งนักลงทุนจะกู้เงินสกุลที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าไปแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อแสวงหากำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย … อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยยังเป็นสิ่งที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจของประเทศเจ้าของสกุลเงิน เพราะเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ควบคุมปริมาณเงิน และมูลค่าของเงินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

            ทั้งนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวธนาคารกลางจะลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยลดต้นทุนของการลงทุนและกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สกุลเงินอ่อนค่าลง … ส่วนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวเร็วเกินไปจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อชะลอการขยายตัวของการลงทุนและการใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้น … ดังนั้น ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลนั้น เช่น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ดอกเบี้ยกู้ยืม และอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

2. Consumer Price Index ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

            ดัชนีราคาผู้บริโภค เป็นตัวเลขที่แสดงระดับการเปลี่ยนแปลงราคาเฉลี่ยของสินค้าในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงอำนาจซื้อหรือมูลค่าของสกุลเงิน ระดับเงินเฟ้อ และประสิทธิภาพการใช้นโยบายการเงินของประเทศ เพราะดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นปัจจัยหนึ่งที่ธนาคารกลางจะต้องพิจารณา เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

3. Producer Price Index ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)

            ดัชนีราคาผู้ผลิต แสดงระดับการเปลี่ยนแปลงราคาเฉลี่ยของสินค้าทุน ที่ผู้ประกอบการจัดหามาเพื่อการผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งจะถูกถ่ายทอดไปยังราคาสินค้าขั้นสุดท้าย หรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ต่อไป ทำให้ตัวเลข PPI สามารถสะท้อนถึงต้นทุนของการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจของประเทศได้

            ทั้งนี้ หาก PPI ขยายตัวในสัดส่วนที่เหมาะสมกับ CPI (อุปทานและอุปสงค์อยู่ในสัดส่วนที่พอดีกัน) ก็จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและส่งผลดีกับทุกฝ่าย … ส่วนในกรณีเกิดความไม่สมดุล เช่น ระดับราคาสินค้า/บริการ ขยายตัวเร็วเกินกว่าระดับการผลิต ก็จะนำไปสู่สภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้สกุลเงินของประเทศอ่อนค่าลง … หรือกรณีที่ระดับการลงทุน/การผลิต ขยายตัวเร็วเกินไป ก็จะนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดแรงจูงใจในการลงทุน และทำให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้น

4. Retail sales ยอดขายสินค้าปลีก

            ยอดขายสินค้าปลีก สามารถสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศได้ดีเพราะแสดงถึงความสามารถในการซื้อสินค้า/บริการ ของประชาชน และเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนสูงมากใน GDP ของประเทศ ดังนั้น เมื่อยอดขายสินค้าปลีกเติบโตได้ดี ก็จะส่งผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย

            ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงยอดขายสินค้าปลีกจึงสามารถส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้า/บริการ ระดับเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย … โดยเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีและประชาชนใช้จ่ายน้อยลง ก็จะกดดันให้ระดับราคาสินค้า/บริการ รวมทั้งระดับการผลิต/ลงทุนลดลงตามไปด้วย … ในทางตรงข้ามหากยอดขายสินค้าปลีกเติบโตได้ดี ก็จะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจ และทำให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้น  

5. Non-farm Payroll (NFP) ตัวเลขการจ้างงานและค่าจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ  

            ดัชนีการจ้างงานและค่าจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เป็นตัวเลขที่มีการรายงานทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือน ซึ่งเป็นข่าวสารที่ส่งผลกระทบสำคัญต่อมูลค่าของเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ เพราะเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจอเมริกันได้ดี … โดยหากตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำ ธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed) ก็มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและเพิ่มการจ้างงานมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ดอลล่าร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง … ดังนั้น ในห้วงเวลาก่อนการรายงานตัวเลข NFP จึงมักเกิดความผันผวนในตลาด Forex และส่งผลกระทบให้ค่า spread กว้างขึ้น

6. Purchasing Manager Index (PMI) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ

            ดัชนี PMI เป็นตัวชี้วัดที่สามารถพยากรณ์ระดับการเติบโตของเศรษฐกิจได้ล่วงหน้า โดยเมื่อดัชนี PMI มีค่าสูงกว่า 50 ก็แสดงว่าเศรษฐกิจภาคการผลิต/การลงทุนกำลังขยายตัว สะท้อนว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง ตามยอดการสั่งซื้อสินค้าปัจจัยการผลิตและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สกุลเงินแข็งค่า

7. Homesales ยอดขายบ้านและตราสารอสังหาริมทรัพย์

            ตัวเลขยอดขายบ้านและตราสารอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ เป็นข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจของนักลงทุนและประชาชน เนื่องจากบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและต้องซื้อด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยระยะยาว จึงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงมาก … ดังนั้น หากเศรษฐกิจเติบโต้ได้ดีก็จะต้องมียอดขายบ้านเพิ่มขึ้น แต่จะต้องวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบระหว่างยอดขายอสังหาริมทรัพย์ใหม่ และอสังหาริมทรัพย์มือสอง (ซึ่งมีราคาถูกกว่า) … นอกจากนี้ ยอดขายบ้านที่ขยายตัวขึ้นยังเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงระดับเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของดอลล่าร์สหรัฐฯ ด้วย